01.03.07
RK เตรียมเข้าลงทุนใน AsiaBiz Solution
รายละเอียดตามที่เปิดเผยผ่านตลท. ดังนี้ครับ
อนุมัติการลงทุนในบริษัท เอเซียบิส โซลูชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดทำซอฟท์แวร์ระบบบัญชี สำเร็จรูปโดยใช้เทคโนโลยียุคใหม่และระบบอีอาร์พี รวมทั้งให้บริการทางไอทีที่เกี่ยวข้องกับการวางระบบ ในสัดส่วนร้อยละ 51 โดยคิดเป็นเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 14 ล้านบาท โดยบริษัทจะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท เอเซียบิส โซลูชั่น จำกัด จำนวน 40,800 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท ในราคาหุ้นละประมาณ 343.14 บาท … ทั้งนี้ การทำสัญญาซื้อขายหุ้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้ทำการตรวจสอบทรัพย์สินหนี้สิน (Due diligence) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว … จากการพิจารณาตัวเลขทางการเงิน ณ 31 ธันวาคม 2548 พบว่า มีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 5.78 ล้านบาท มีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท มียอดขาย 10 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1.87 ล้านบาท และจากตัวเลขที่ยังไม่ได้ผ่านการรับรองของผู้สอบบัญชี ณ 31 ธันวาคม 2549 พบว่า ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 12 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียน 8 ล้านบาท ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 15 ล้านบาท และกำไรก่อนภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทพัฒนาผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้น และเริ่มทำการตลาดได้ บริษัทยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการได้รับการส่งเสริมอุตสาหกรรม (BOI) อีกด้วย
จากข้อมูลเบื้องต้น เท่ากับเราลงทุนที่ P/E Ratio ประมาณ 7 เท่า เมื่อเทียบกับกำไรของปี 2549 ไม่ต้องห่วงว่าราคาแพงครับ ผมอยากให้รอดูผลการดำเนินงานของปี 2550 ของบริษัทนี้เสียก่อน ให้มันอธิบายตัวมันเองจะเหมาะสมกว่า
มานั่งดูกันว่าทำไมเราถึงไปลงทุนในบริษัทผลิตซอฟท์แวร์นี้ในแง่อื่นๆ กัน มุมที่จะมองในแง่ของผลิตภัณฑ์นั้น อธิบายได้ว่า AsiaBiz มีสินค้าหลักที่ชื่อเดียวกับบริษัท ซึ่งถือเป็น Accounting Software ตัวใหญ่ ขึ้นไปไล่ๆ พวก ERP ได้เลยครับ ราคาขายอยู่ประมาณ 3 แสนกว่าบาทขึ้นไปถึงหลักล้าน แน่นอนว่าลูกค้าที่จะซื้อในหลักล้าน ก็จะต้องใช้เวลาติดตามนานพอสมควร แต่ทำไมเขาถึงสามารถขายในราคาเรือนแสนได้ ทั้งที่ปัจจุบันมีซอฟท์แวร์บัญชีเกลื่อนตลาดในราคาหมื่นต้นๆ มีอยู่ 3 ปัจจัยครับ
- ปัจจัยแรกคือ การบริการที่ AsiaBiz ให้ได้มากกว่าและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้สูงกว่า ดูแลกันเต็มที่ทั้งก่อนและหลังการขาย อันนี้จะเข้าใจได้มากหากมอง Smile เป็นตัวอย่าง ซึ่งให้เช่าเว็บโฮสติ้งเดือนละหลายร้อยบาทได้ ในขณะที่คู่แข่งจำนวนมาก ขายในราคาเดือนละไม่ถึงร้อย แต่มีจำนวนลูกค้าน้อยกว่าของ Smile เป็นต้น
- ปัจจัยที่สอง คือเทคโนโลยีที่นำมาใช้เป็น .Net ซึ่งเป็นเทคโนโลยีค่อนข้างใหม่เมื่อเทียบกับซอฟท์แวร์บัญชีอื่นๆ และไม่ใหม่มากเมื่อคิดถึงแง่ความมีเสถียรภาพของมัน ทำให้การปรับเปลี่ยน เพิ่ม ลด การทำงานของโปรแกรมทำได้ง่ายและไวกว่าคู่แข่ง อย่างที่เทียบกันแทบไม่ได้ครับ
- ปัจจัยที่สาม คือทีมขายและการตลาดที่แข็งแรง
มีหลายอย่างที่ทีมงานในกลุ่ม RK จะเข้าไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ AsiaBiz ได้ มีหลายไอเดียที่ผู้บริหาร AsiaBiz เห็นด้วยแล้ว แต่ยังไม่ขอเอ่ย ณ ที่นี้ด้วยเหตุผลทางการค้าครับ และเราจะยังสามารถส่งลูกค้าจาก Smile ซึ่งมีลูกค้า SME เป็นพันราย ให้กับ AsiaBiz ได้อีกด้วย นอกจากนี้ AsiaBiz ยังมีบริการอื่นๆ คือ Implementation & Consultation ทางด้านที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็ได้ทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Software House ในเมืองไทยมาหลายรายแล้ว
ไม่ต้องกังวลว่ากลุ่ม RK จะเสียโฟกัสของธุรกิจที่ลงทุนนะครับ ตัวนี้อยู่ในไลน์ที่เราถนัดอย่างแน่นอน
สุดท้ายและสำคัญที่สุด ผมได้พบกับผู้บริหารของ AsiaBiz คือคุณสรพล และคุณวัฒนา ทั้งสองท่านเป็นผู้บริหารคุณภาพที่เก่งไปคนละทาง คุณสรพลนำทัพทางด้านเทคนิค และมีชีวิตอยู่กับเทคโนโลยีมาน่าจะไล่ๆ 20 ปีได้แล้ว จึงสามารถตอบโจทย์ยากๆ ให้กับลูกค้าได้แบบที่มีไม่กี่คนที่จะทำได้ ในขณะที่คุณวัฒนาก็สามารถดูแลอีกกว่า 20 ชีวิตให้ทำงานอย่างสนุกสนานและเต็มที่ พร้อมทั้งดูแลงานทางด้านการขายที่ได้ทีมขายเก่งๆ มาหลายคน
การเข้าลงทุนนี้จะเข้ากระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินหนี้สินเร็วๆ นี้ และหากไม่มีอะไรผิดปกติ ก็น่าจะสรุปได้ภายในเดือนเมษายน นี้ครับ
… มารอดูกันต่อไปว่าระหว่าง Smile กับ AsiaBiz ตัวไหนที่จะสามารถเติบโตจนเข้าไปเป็น Listed Company ใน mai ได้ก่อนกันครับ
กิตติวัฒน์ มโนสุทธิ
01/03/2007